ผะเตี๊ยะฮ์-เลอ-ตึก | สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเรือนเสาสูงในลุ่มน้ำโตนเลสาบ หมู่บ้านกำปงพลก ประเทศกัมพูชา

เรื่อง: Shayangkoon

 

อิสรชัย บูรณะอรรจน์ มาเล่าถึงความพิเศษของ กลุ่มเรือนเสาสูง แห่งโตนเลสาบ ในหัวข้อวิทยานิพนธ์
‘ผะเตี๊ยะฮ์-เลอ-ตึก | สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเรือนเสาสูงในลุ่มน้ำโตนเลสาบ หมู่บ้านกำปงพลก ประเทศกัมพูชา’
เรียนสถาปัตย์พื้นถิ่น ต้องที่ศิลปากร

 

 630516 2 1

 

Q : ช่วยเล่าถึงแบคกราวนด์ให้ฟังหน่อยครับ ทำไมถึงตัดสินใจเรียนที่สาขานี้ครับผม

 

A : ผมเรียนจบปริญญาตรีที่สถาปัตย์ ศิลปากร รุ่น 48 หลังจากจบก็ทํางานได้ 2-3 ปี ก็อยากหาความรู้เพิ่มเติม และตัดสินใจจะเรียนต่อปริญญาโท เนื่องจากในช่วงที่เรียน ป.ตรี มีความสงสัยว่า เราได้เรียนรู้สถาปัตยกรรมสากลในบริบทร่วมสมัย แล้วอยู่ๆ บางทีก็ข้ามมาเรียนรู้สถาปัตยกรรมไทยในบริบทของอดีต แล้วสิ่งที่อยู่ระหว่างกลางคืออะไร มันหายไปไหน อะไรคือจุดเชื่อมต่อระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ ประกอบกับในช่วงที่ทํางานอยู่ ก็ยังแวะเวียนมาที่คณะ ได้โอกาสคุยกับอาจารย์ รวมถึงรุ่นพี่และเพื่อนที่กําลังเรียนปริญญาโท ก็เลยเป็นสาเหตุให้ตัดสินใจเรียนต่อที่หลักสูตรสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ม.ศิลปากร เพื่อว่าจะไขข้อข้องใจที่มีอยู่ได้

 

 630516 2 2

 

Q : ประทับใจอะไรในการเรียนสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่นี่ครับ

 

A : ผมชอบบรรยากาศในการเรียนครับ เรียนกันเป็นกลุ่มเล็กไม่เกินสิบคน บางคนมาจากศาสตร์อื่นที่ไม่ใช่สถาปัตย์โดยตรง เช่น อินทีเรีย รัฐศาสตร์ เนื่องจากหลักสูตรสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไม่ได้จํากัดเฉพาะคนที่จบสถาปัตย์ครับ

 

การเรียนมีบางส่วนที่เป็นภาคบรรยาย มีทั้งวิชาภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมชุมชน สถาปัตยกรรมชาติพันธุ์ สถาปัตยกรรมกับสภาพแวดล้อม แม้ว่าจะเป็นการบรรยาย แต่ก็ไม่ใช่วิชาที่จะต้องมาท่องจํา ส่วนใหญ่ก็จะเรียนเพื่อให้ได้ตรรกะความคิด อาจารย์จะบรรยายเพื่อเปิดประเด็นเนื้อหา ตั้งคําถาม จากนั้นก็เปิดโอกาสให้เราได้แสดงคิดเห็น

 

นอกจากเรียนภาคทฤษฎีแล้ว สิ่งที่มีเสน่ห์ของการเรียนสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นคือ วิชาภาคสนาม เพื่อเก็บข้อมูลและรับรู้ประสบการณ์จริง ซึ่งโดยทั่วไปนักศึกษาก็จะคิดและวางแผนกันเอง ว่าจะไปลงภาคสนามที่ไหน ส่วนอาจารย์ ก็คอยเป็นที่ปรึกษาเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนําเรื่องต่างๆ เหมือนเราได้ออกแบบกระบวนการเรียนของเราเอง ผมว่ามันน่าสนุกตรงนั้นครับ

 

 630516 2 3

 

Q : ช่วยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความสนใจในหัวข้อวิทยานิพนธ์นี้ให้ฟังหน่อยครับ

 

A : จุดเริ่มต้นของวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก มาจากการที่ผมสนใจสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นกลุ่มชาติพันธ์เป็นเบื้องต้น ซึ่งในระหว่างที่เรียน ป.โท ก็ได้มีโอกาสเรียนรู้ในโครงการวิจัย ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ไทในประเทศไทยเปรียบเทียบกับ สปป.ลาว และเวียดนาม ในโครงการวิจัยของศาสตราจารย์อรศิริ ปาณินท์ กลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐฉาน เมียนมา และกลุ่มชาติพันธุ์ในมาเลเซีย โครงการวิจัยของ อ.ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ จากนั้น ผมก็เริ่มรีวิวว่า อาจารย์หรือนักวิชาการท่านไหนทํากลุ่มชาติพันธุ์ที่ไหนแล้วบ้าง ก็พบว่า กลุ่มชาติพันธุ์เขมร ที่ประเทศกัมพูชา ยังมีคนศึกษาน้อย รวมไปถึงงานศึกษาในต่างประเทศ ก็มุ่งเน้นไปที่สถาปัตยกรรมประเภทโบราณสถาน พวกปราสาทเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นในกัมพูชา จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก มันเป็นช่องว่างทางความรู้ขนาดใหญ่ที่มีความน่าสนใจในศึกษาเพื่อเติมเต็มองค์ความรู้

 

จากนั้น ผมก็ลงภาคสนามเซอร์เวย์ ในกัมพูชาหลายแห่งรอบโตนเลสาบ ตั้งแต่ฝั่งตะวันตก จังหวัดเสียมเรียบ ไปจนถึงฝั่งตะวันออกที่จังหวัดกําปงจาม จากการสังเกตพบว่า เรือนพื้นถิ่นในกัมพูชา มีความน่าสนใจ มีคาแรกเตอร์บางอย่างที่มีลักษณะเฉพาะ แม้ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังเห็นความสืบเนื่องของรูปแบบการก่อสร้างเรือนอย่างชัดเจน ซึ่งมีลักษณะการตั้งถิ่น 3 รูปแบบหลัก คือ กลุ่มเรือนลอยน้ําในทะเลสาบ กลุ่มเรือนยกพื้นของชาวนาในที่ราบลุ่ม และสุดท้ายคือ กลุ่มที่ผมสนใจและนํามาพัฒนาต่อเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์คือ กลุ่มเรือนเสาสูง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบลูกผสม ระหว่างเรือนลอยน้ํากับเรือนยกพื้นทั่วไป ตอนที่ไปเห็นครั้งแรก มันดูน่าทึ่งมาก เรือนตั้งอยู่บนเสาสูงประมาณ 6-7 เมตร อะไรคือปัจจัยที่ทําให้คนต้องปลูกสร้างเรือนแบบนี้ แล้วทําไมต้องมาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ พอค้นคว้าต่อไปเรื่อยก็พบว่า ชุมชนเรือนเสาสูง มีเพียงไม่กี่สิบแห่ง เมื่อเทียบกับชุมชนชาวนาที่มีอยู่หลายพันแห่ง ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่โดยรอบโตนเลสาบ

 

ดังนั้น ชุมชนเรือนเสาสูง ที่มีอยู่น้อย เนื่องจากตําแหน่งที่ตั้งต้องมีความเฉพาะเจาะจงมาก ด้วยความที่ทําอาชีพประมง จึงจําเป็นที่จะต้องอยู่ใกล้กับผืนน้ําของโตนเลสาบ ในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถปลูกสร้างเรือนที่มีความสูงเพียงพอที่จะหนีระดับน้ําท่วมสูงสุดในฤดูน้ําหลาก ซึ่งแตกต่างจากชุมชนลอยน้ํา แม้ว่าจะทําประมงเหมือนกัน แต่เรือนแพสามารถเคลื่อนที่ไปพร้อมกับระดับการขึ้นลงของน้ําได้ ในขณะที่ถ้าตั้งถิ่นฐานเหนือขึ้นไปบนแผ่นดินเหมือนชุมชนชาวนา ก็จะห่างไกลจากทะเลสาบ ซึ่งถ้าอยู่สูงขึ้นไป เมื่อถึงฤดูแล้งระดับน้ําในแม่น้ําที่ใช้เชื่อมต่อกับทะเลสาบก็ตื้นเขินไม่สามารถแล่นเรือได้ ดังนั้นตําแหน่งของการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเรือนเสาสูงจึง ต้องมีระยะห่างระหว่างแผ่นดินกับผืนน้ําที่เหมาะสม

 

ความพิเศษของชุมชนเสาสูงอีกอย่างหนึ่งคือ การที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบแห้งครึ่งปี สลับกับแบบน้ําท่วมอีกครึ่งปี เป็นวัฏจักรที่เกิดจากอิทธิพลของน้ําในลุ่มน้ําโตนเลสาบ ที่ต่อเนื่องมาจากลุ่มน้ําโขง ที่เกิดขึ้นเป็นประจําทุกปี ทําให้ชุมชนต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทั้งสองลักษณะ

 

 630516 2 4

 

Q : ทำไมเค้าถึงไม่สร้างเป็นแพไปเลย เพราะอะไรครับ

 

A : อันที่จริงแล้ว เรือนแพ คือ รูปแบบการอยู่อาศัยที่เป็นพื้นฐานที่สุดของโตนเลสาบ คือการเอาเรือหรือโป๊ะไม้มาเติมโครงสร้างหลังคาและผนัง แล้วก็มีความยืดหยุ่น เคลื่อนย้ายตามระดับน้ําได้ แต่การอยู่อาศัยแบบนี้ ตามทัศนคติของคนท้องถิ่น ก็ไม่ได้ถือว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีนัก การมีที่ดินและมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงเป็นสิ่งที่ดีกว่า

 

ผมสันนิษฐานว่า กลุ่มคนที่มาตั้งถิ่นฐานในลักษณะของชุมชนเสาสูงนั้น คือกลุ่มคนเรือนแพที่แสวงหาความมั่นคงทางที่อยู่อาศัย ด้วยการเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานแบบถาวรบนแผ่นดิน แต่ก็ยังมีความต้องการและปฏิสัมพันธ์กับทะเลสาบอยู่ ตามวิถีชีวิตของชาวประมง ผมมองว่าความต้องการในการที่ตั้งถิ่นฐานและการสร้างที่อยู่อาศัยที่ถาวร เป็นภาพสะท้อนของการแสวงหาความมั่นคงทางจิตใจของมนุษย์ใน ลักษณะหนึ่ง ไม่อย่างนั้น คนกลุ่มนี้ไม่จําเป็นต้องดิ้นรน ต้องมาสร้างเรือนที่สูง 6-7 เมตร ที่มีความยากและซับซ้อน รวมถึงต้องต่อสู้และท้าทายต่อสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ําที่รุนแรง จนทําใหกิดการปรับตัวและพัฒนาเป็นภูมิปัญญาในการอยู่อาศัยที่มี ลักษณะเฉพาะได้

 

 630516 2 5

 

Q : ในปัจจุบันที่เกิดสภาวะแห้งแล้งมากขึ้น กระทบต่อผู้ปลูกเรือนเสาสูงนี้อย่างไรมั้ยครับ

 

A : ปัจจุบันมีการสร้างเขื่อนในแม่น้ําโขงมากขึ้น ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งการสร้างเขื่อนแต่ละครั้งจําเป็นจะต้องมีการกักน้ําเพื่อเพิ่มปริมาณน้ําในเขื่อน ซึ่งส่งผลให้ปริมาณและระดับน้ําลด น้อยลงในระบบนิเวศลุ่มน้ําโขงตอนล่าง ซึ่งโตนเลสาบก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนี้ ปรากฎการณ์นี้ส่งผลอย่างไรต่อชุมชนเรือนเสาสูง สถาปัตยกรรมอาจจะได้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่เหตุการณ์ส่งผลโดยตรงต่อระบบนิเวศอันเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ํา ซึ่งมีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ออกมาว่า การลดลงของปริมาณน้ําในโตนเลสาบส่งผลต่อทําให้ความอุดมสมบูรณ์และจํานวนของปลาที่ลดน้อยลง ดังนั้นจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของชุมชนเรือน เสาสูงที่มีวิถีการดํารงชีวิตด้วยการจับปลาเป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของสถาปัตยกรรม การที่ระดับน้ําตามฤดูกาลของโตนเลสาบลดลง ส่งผลให้ระดับน้ําท่วมสูง จากเดิมเคยท่วมเกือบถึงพื้นชั้นบน ทําให้ในฤดูน้ําหลากทุกเรือนจะต้องย้ายขึ้นมา อาศัยที่ชั้นบนเรือนทั้งหมด แต่เมื่อเขื่อนกักน้ําทําให้พื้นที่โตนเลสาบมีระดับน้ําที่ไม่ท่วมสูงติดต่อกันหลายปี ทําให้เกิดปรากฏการณ์ในแง่ของสถาปัตยกรรมก็คือ คนตัดสินใจลงมาอยู่ข้างล่างเพิ่มมากขึ้น และเริ่มมีการต่อเติมพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นและใช้วัสดุที่ถาวรยิ่งขึ้น จากเดิมที่เคยใช้เพียงวัสดุชั่วคราวอย่างเช่น ไม่ไผ้ หรือใบตาล ในบริเวณพื้นที่ใต้ถุน เนื่องจากเมื่อถึงฤดูน้ําท่วมหลาก โครงสร้างชั่วคราวเหล่านี้ ง่ายต่อการรื้อ หรือบางทีก็ปล่อยให้น้ําพัดพังไปเลยก็มี

 

 630516 2 6

 

Q : เราสามารถที่จะนำมา Adapt ใช้กับงานออกแบบได้อย่างไรบ้างมั้ยครับ

 

A : ในมุมมองของผม การประยุกต์นําความรู้จากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นมาใช้ในงานออกแบบ สามารถทําได้ใน 2 ลักษณะ คือ ข้อที่ 1 คือเป็นต้นทุนในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับสถาปนิกหรือนักออกแบบ การทําความ เข้าใจมุมมองหรือแนวคิดในการก่อรูปของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น การเรียนรู้ข้อจํากัดและปัจจัยที่ส่งผลต่อการก่อรูป อาจคลี่คลายไปสู่การถอดรหัสเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบใหม่ ที่เข้าใจถึงต้นทุนทาง วัฒนธรรม ในขณะเดียวกันก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพต่อสภาพแวดล้อม

 

ข้อที่ 2 คือ การนําองค์ความรู้ได้จากการศึกษากลับไปสู่การออกแบบเพื่อชุมชน ในยุคปัจจุบันเราไม่อาจปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้ เราไม่สามารถแช่แข็ง สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นให้ดํารงอยู่ตลอดกาลได้ ไม่วันใดวันหนึ่งทุกอย่างก็ย่อมเปลี่ยนแปลง แต่จะทําอย่างไรให้ชุมชนที่เคยมีภูมิปัญญาอันเป็นรากฐานที่สืบทอดมาจากอดีต สามารถเลือกรับปรับเปลี่ยนได้อย่างเหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน การสร้างฐานความรู้จึงเป็นสิ่งที่สําคัญในการต่อยอดไปข้างหน้า สถาปนิก หรือนักวิจัย ที่มีโลกทัศน์หรือมุมมองที่แตกต่าง อาจเสนอแนวทางการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่เหมาะสมได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ และความต้องการจากชุมชนเช่นเดียวกัน

 

 630516 2 7

 

Q : สุดท้ายนี้ ทำไมถึงตัดสินใจ เลือกเรียนสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ที่ศิลปากรครับ

 

A : สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น เป็นหลักสูตรที่มีความเป็นร่วมสมัย ไม่ใช่การเรียนรู้ของเก่าเพียงอย่างเดียว และก็ไม่ใช้เรียนรู้ของใหม่โดยไม่คํานึงถึงรากฐานของสังคมและวัฒนธรรม มัน เป็นความพอดีที่เราต้องค้นหาให้เจอ ผมว่าสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นมีเสน่ห์ตรงนั้น มาเรียนสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ไม่ผิดหวังแน่นอน…..

 

 

สไลด์การนำเสนอผลงานการวิจัย

 

#archsu #VernacularArchitecture #ศิลปากร #สถาปัตย์พื้นถิ่น #สถาปัตย์ศิลปากร

 

 

Tel. 0-2221-5877 Fax. 0-2223-9288
architecsu@gmail.com
www.arch.su.ac.th
ผู้เข้าชมวันนี้:
679